هاست

دانلود فیلم

آپلود عکس

خرید کریو

خرید vpn

خرید vpn

خرید کریو

خرید vpn

خرید وی پی ان

وی پی ان

เว็บรวบรวมกีฬาเทคนิกศิลปะการป้องกันตัวทุกชนิด

เอฟเวอร์ตันกับโอกาสที่ต้องคว้ามาให้ได้ sbo

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ในวันอาทิตย์นี้ถือว่าเป็นเกมส์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง คือเกมส์ระหว่าง เอฟเวอร์ตันทีมอันดับที่ 5 ของตารางจะเปิดสนามกูดิสัน ปาร์ค รับการมาเยือนของอาร์เซน่อลทีมอันดับที่ 4 ของตาราง เรียกว่าเป็นเกมส์ชิงอันดับที่ 4 อย่างแท้จริง และแน่นอนว่ามีผลต่อการเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาหน้าด้วย โดยวันนี้ แทงบอลออนไลน์จะมาพูดถึงทีมเอฟเวอร์ตัน ของกุนซือชาวสเปน โรแบร์โต มาร์ติเนซกัน

ในสี่นัดล่าสุดของเอฟเวอร์ตันถือว่าสุดยอดเอามากๆ เพราะเก็บชัยชนะได้ทั้ง 4 นัด และมีคะแนนตามหลังอาร์เซน่อลเพียงสี่คะแนนเท่านั้น แถมลงเล่นน้อยกว่าอีกด้วยเรียกว่าถ้าเล่นในบ้านนัดนี้และเอาชนะอาร์เซน่อลได้จะมีโอกาสลุ้นอันดับที่ 4 แบบเต็มตัวและได้เปรียบด้วย ทีมเอฟเวอร์ตันชุดนี้ถือว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โยเฉพาะในตำแหน่งกองกลาง และ กองหน้า ที่ฤดูกาลนี้ทำผลงานได้ดีจริงๆ สำหรับในปีนี้มีผู้เล่นหลายคนที่ทำผลงานได้ดีให้กับเอฟเวอร์ตันและเป็นแกนหลัก นักเตะอย่าง ทิม ฮาวเวิร์ด  เลย์ตัน เบนส์ ฟิล จากีลก้า รอด บาสลีย์ และ โรเมอู ลูคาคู เรียกว่าเป็นนักเตะที่สามารถช่วยให้เอฟเวอร์ตันมีผลการแข่งขันที่ดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเอาชนะคู่แข่งที่ไม่แกร่งมากนักมาได้โดยตลอด ทำให้เอฟเวอร์ตันสามารถที่จะรักษาตำแหน่งของตัวเองให้อยู่ใน 5 อันดับแรกมาได้ตลอดฤดูกาล โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือชาวสเปนแถบจะไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของเอฟเวอร์ตัน โดยกุนซือทั้งสองคนถือว่ามีแนวทางการทำทีมที่ใกล้เคียงกัน และเน้นความแข็งแกร่งเป็นหลัก ซึ่งเอฟเวอร์ตันชุดนี้อาจจะดูดีกว่ายุคของเดวิด มอยส์ ด้วยซ้ำไป โปรแกรมนัดต่อไปของเอฟเวอร์ตัน ที่จะต้องเจอกับอาร์เซน่อล เป็นนัดที่สำคัญมากจริงๆ เพราะถ้าต้องการไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต้องค้วาชัยชนะนัดนี้ให้ได้  และต้องรักษาฟอร์มการเล่นให้ดีจนจบฤดูกาล สำหรับเว็บไซต์แทงบอลออนไลน์ต่างๆ ก็ได้ออกอัตราต่อรองออกมา เกี่ยวกับผลการแข่งขันของคู่นี้ ซึ่งมองว่าเป็นเกมส์ที่สูสีกันมาก และโอกาสที่จะเสมอกันไปมีสู้ง แต่แน่นอนว่าเอฟเวอร์ตันคงไม่พอใจแน่นอน ดังนั้นเกมส์นี้ต้องใส่เต็มที่ มีอะไรต้องเอาออกมาให้หมด เพราะโอกาสแบบนี้เอฟเวอร์ตันไม่ได้มีบ่อยๆ และตอนนี้อาร์เซน่อลก็มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บที่มากมายจริงๆ ถ้าเอฟเวอร์ตันไม่ชนะนัดนี้ก็ถือว่าน่าเสียดายเป็นอย่างมาก

ศิลปะการต่อสู้แบบผสม

ศิลปะการต่อสู้แบบผสม

 

สาระแทงบอล : ศิลปะการต่อสู้ ผสมและ ศิลปะ การต่อสู้แบบผสม หรือ เอ็มเอ็ม เป็นสั้น ๆ ว่า ลาครอส ได้รับความนิยม เป็นอย่างมากวันนี้ เรามาดูกัน ที่สมบูรณ์แบบ ของการเล่นกีฬา Wani นี้ร่วมกัน ว่ามันเกิดขึ้นเอ็มเอ็ม เป็นกีฬา การต่อสู้ที่ ฮิต ถล่มทลาย ใน ขณะนี้ ความนิยม อย่างรวดเร็ว ทำให้มัน บนหน้าปกของ หนังสือหลายเล่ม หนังสือกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬา อิ , ESPNนิตยสาร และหนังสืออื่น ๆ ทั่วโลก วีค ปรากฏใน กว่า 3 ล้านเว็บไซต์ ทั่วโลก มี โทรทัศน์เป็น ค่าใช้จ่าย ต่อการดูหลักฐาน ผสม ศิลปะการต่อสู้ ทางประวัติศาสตร์ ด้วยมือเปล่า ของเขา ได้เริ่มมีการ วาง กฎระเบียบและ การแข่งขัน ที่จัดขึ้น อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก กรีก ประมาณ 648 ปีก่อนคริสตกาล นักสู้ ศิลปะการต่อสู้ ในสมัยนั้น มัน คือการต่อสู้ สแครช กระทะที่มี กรีก (กรีก Pankration ) และสิ่งที่เรา กำลัง สนใจในการ ไม่ได้รับการ สแครช แพน ระยะเวลา หรือ เราเตอร์ แกรนด์ ดิเอโก ที่ทุกคน เพราะใน วัยนี้ ถ้าเราพูดคุย เกี่ยวกับเกม ที่ geeky อย่างน่ากลัว ที่เราต้องการ MMA การต่อสู้ ที่ทันสมัย ​​แหวน แปดเหลี่ยม ที่ระลึก ของรายการ และ UFC – สุดยอด ปแชมป์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาแทงบอล

เอ็มเอ็ม คือ การต่อสู้ ที่รวมเอา หลาย สาขาวิชา ศิลปะการต่อสู้ เช่น มวยไทยมวย กัน ยูโด , มวยปล้ำ , คาราเต้ , บราซิล จู สนทนา ลงทะเบียน จัมโบ้ ทั้ง สัมผัสและ ต่อยเมื่อเร็ว ๆ นี้ และทำให้ การยอมจำนน ของฝ่ายตรงข้าม ทีวี ศิลปะการต่อสู้ ผสม ออกอากาศ เป็นรายการของ ที่สุดปแชมป์ ( UFC ) ครั้งที่ 1 ใน ปี 1993 ในขณะที่ กฎระเบียบที่ไม่ มาก และต่อมา มีการปรับเปลี่ยน กฎระเบียบ ให้เป็นที่ยอมรับ มากขึ้นใน การเล่นกีฬา กุมภาพันธ์ เกรซี่ แชมป์แรก UFC ต่อต้าน บราซิล จู จิน ทั่วไป ( BJJ ) และอุตสาหกรรม ชั้นนำของ ศิลปะการต่อสู้ ผสม ทั่วโลก รู้ว่าคน ขนาดเล็กที่น้อยลง แต่ คนที่มีความ สามารถที่จะ เอาชนะ ขนาดใหญ่ และแข็งแรงกว่า พวกเขาจากที่เคย กลายเป็น กีฬา ที่มี กฎไม่ และถือว่าเป็น อันตราย ฉันเริ่มต้นกับ มาตรฐาน ที่ผมได้ รับใน กฎหมาย ที่จะเป็น อันตราย ที่ผิดกฎหมาย ในความเป็นจริง การเล่นกีฬา นี้เป็น ที่ปลอดภัยกว่า ฟุตบอลและ มวย เพียงครั้งเดียวที่ มีผู้เล่นที่เป็น อันตราย ชีวิต อุบัติเหตุ ในปี 1998 ใน การแข่งขัน ซึ่งไม่ได้รับอนุญาต อย่างถูกต้องแทงบอล

ศิลปะการต่อสู้ - Matirial art

ศิลปะการต่อสู้ – Matirial art

ศิลปะการต่อสู้ - Matirial art

ศิลปะการต่อสู้ – Matirial art

ศิลปะการต่อสู้ - Matirial art

ศิลปะการต่อสู้ – Matirial art

สาระ แทงบอล : ศิลปะการต่อสู้เป็นศิลปะและประเพณีของการปฏิบัติที่ ได้รับการฝึกฝนสำหรับป้องกันตัวเอง และเป็นการแข่งขันเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย, บันเทิง, รวมทั้งการพัฒนาทางจิตทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ
หลังจากศิลปะการป้องกันตัวได้ถูกนำไปประยุกต์ เป็นศิลปะเพื่อการต่อสู้ของเอเชียตะวันออก ก็ได้ถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบการต่อสู้แบบยุโรปในช่วงต้นของยุค 1550 และ อังกฤษในปี 1639 โดยใช้คำในการอ้างอิงเฉพาะเพื่อ “ศิลปะวิทยาศาสตร์และ”  เป็นคำที่ประยุกต์มาจากภาษาละตินหมายถึง “ศิลปะของจูปิเตอร์” ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน.  ซึ่งนักเขียน Donn F. Draeger ได้แย้งว่าควรเปลี่ยนเป็น ศิลปะการต่อสู้ จะเหมาะสมกว่า เพราะบนพื้นฐานที่ว่าศิลปการต่อสู้หลายคนไม่เคยต่อสู้ในความหมายของการใช้หรือสร้างขึ้นโดยนักรบมืออาชีพ. (แทงบอล)

ศิลปะการต่อสู้ เริ่มมีมาตั้งแต่ ปี 1970 ได้กลายเป็นอุตสาหกรรม ที่สำคัญ ส่วนหนึ่ง ของอุตสาหกรรม การเล่นกีฬา มากขึ้น (รวมถึง โรงภาพยนตร์และ โทรทัศน์ กีฬา )
หลายร้อยล้าน คนทั่วโลก ปฏิบัติ รูปแบบของ ศิลปะการป้องกันตัว บาง เว็บ ญี่ปุ่น (สนับสนุนโดย ญี่ปุ่นกระทรวง การต่างประเทศ ) อ้างว่า มี 50 ล้าน ผู้ปฏิบัติงาน คาราเต้ ทั่วโลก . รัฐบาลเกาหลีใต้ ได้ตีพิมพ์ ในปี 2009 ประมาณการว่า เทควันโด ผู้มีประสบการณ์จาก 70 ล้าน คน ใน 190 ประเทศ.
ค่า ขายส่ง ของศิลปะการต่อสู้ อุปกรณ์กีฬา ที่เกี่ยวข้องกับการ จัดส่งใน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่คาด 314 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2007 ; การมีส่วนร่วม ในปีเดียวกัน ที่ประมาณ 6,900,000 (อายุ 6 ปีหรืออายุมากกว่า 2% ของประชากร สหรัฐ)  RA . ศาล ซีอีโอของ ช่อง การต่อสู้ ศิลปะการ ระบุรายได้รวม ของอุตสาหกรรมของสหรัฐ ศิลปะการต่อสู้ ที่ 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจำนวน ของผู้ปฏิบัติงาน สหรัฐที่ 30 ล้าน ในปี 2003 .  สุดยอด ปแชมป์ ที่สร้าง รายได้ ประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2008 ประมาณ 90 % ของอุตสาหกรรม ผสม ศิลปะการต่อสู้ ทั้งหมด . (แทงบอล)

คาราเต้ - Karate

คาราเต้ – Karate

วิชาศิลปะการต่อสู้ที่ผมเริ่มรู้จักเป็นอันดับแรกๆเลยก็คือวิชา คาราเต้ จากหนังเรื่อง Karate Kid สมัยนั้นหนังเรื่องนี้ก็โด่งดังมากไม่แพ้ เวอร์ชั่นใหม่ของ เฉินหลง กับ เจเดน สมิธ เลยครับ วันนี้เราลองมาดูประวัติของวิชานี้กันดีกว่า

ประมาณ ศตวรรษที่14 พระโพธิธรรม(ดารูมะ) ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซน เดินทางจากทางทิศตะวันตก ของประเทศอินเดีย ฝ่าแนวเขาหิมาลัย ข้ามแม่น้ำ ฝ่าความทุกข์ยาก ไปยังประเทศจีน เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา และปีต่อมาได้เดินทาง ไปยังวัดเส้าหลิน(โชริน-จิ) ในจังหวัดฮูนานของจีน เพื่อบรรยายธรรม ท่านได้พบว่ามีสาวกจำนวนมาก ที่ไม่สามารถทนทาน ต่อการฝึกอย่างหนัก ท่านจึงได้กำหนดวิธีเพื่อการพัฒนาจิตใจ และร่างกาย ซึ่งพระโพธิธรรม ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า …

“แม้ว่าวิธีการของพระ พุทธเจ้าเป็นการอบรมทางด้านจิตใจก็ตาม แต่ร่างกายและจิตใจไม่อาจแยกจากกัน เท่าที่ท่านเป็นอยู่นี้ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านยังไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างสมบูรณ์เนื่องจาก มีกำลังไม่พอ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจะให้วิธี ที่ทำให้ท่าน สามารถพัฒนากำลังกาย ให้แข็งแกร่งพอที่จะสามารถฝึกฝน ตามวิธีการของพระพุทธเจ้า”

คาราเต้ - Karate

คาราเต้ – Karate

วิธีการนี้มีบันทึกอยู่ในพระสูตร และสมารถกล่าวได้ว่า บรรดาพระสงฆ์ของวัดเส้าหลิน เป็นผู้มีกำลังกายและกำลังใจเข้มแข็ง มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมาการสอนด้วยวิธีของพระโพธิธรรม ก็แพร่ขยายไปยังที่ต่างๆและมีชื่อเรียกตามถิ่นกำเนิดว่า โชริน-จิ เคมโป (Shorin-ji Kempo) และได้แพร่ขยายไปยังหมู่เกาะริวกิว (ปัจจุบันเรียกว่าหมู่เกาะโอกินาวา)

จากการบันทึกในอดีต พัฒนาการของคาราเต้-โด เริ่มต้นขึ้น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 มีการติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันระหว่าง จีนและหมู่เกาะริวกิว ซึ่งขณะนั้น กังฟู (Kun-Fu) ได้เข้ามาเผยแพร่ และได้พัฒนาการเป็นศิลปะป้องกันตัวของเกาะริวกิวเองมีชื่อเรียกในขณะนั้น หลายอย่าง อาทิเช่น โทเดะ(Toudei), เทะ(Tee), เคมโป(Kempo), โอกินาว่า-เต้(Okinawa te)

ในปี 1429 วีรกษัตริย์ โชฮาชิ ได้รวมอาณาเขตทั้ง 3 แห่งของหมู่เกาะริวกิว และตั้งขึ้นเป็น สหราชอาณาจักร (Ryukyu Kingdom) มีการติดต่อค้าขายกับจีน มีความมั่งคั่งเป็นอย่างมาก  และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามแย่งชิงดินแดนในส่วนนี้ หลังจากนั้น ประมาณ 200ปีต่อมา การสิ้นสุดของสงครามเซกิงาฮาระ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 1600 จบลงด้วยชัยชนะเด็ดขาดของโตกุงาวะ อิเอยาสึ  จักรพรรดิทรงแต่งตั้งเป็นโชกุน ในปี 1603 (ถึงแก่กรรม 1616)

คาราเต้ - Karate

คาราเต้ – Karate

ใน สมัยตระกูลโตกุงาวะ เป็นโชกุน ราวปี 1609 (ตามปฎิทินของญี่ปุ่นเป็นปีที่ 14 ของไกโช)  ไดมียว ชิมาสึ ตระกูลซัทซูมา ได้ยึดหมู่เกาะริวกิวเป็นเมืองขึ้น และมีนโยบายห้ามประชาชนมีอาวุธอยู่ในครอบครอง จึงสันนิษฐานได้ว่า การพัฒนาของคาราเต้ เป็นการต่อสู้ป้องกันตัวเอง โดยไม่ใช้อาวุธ เป็นผลของแรงกดดันจากการห้ามใช้อาวุธเป็นทวีคูณ และกล่าวได้ว่า คาราเต้เกิดจาก การผสมผสานระหว่างท่วงท่าป้องกันตัว เสมือนหนึ่งใช้อาวุธ การได้รับอิทธิพลจาก สำนักดาบ ของตระกูลซัทซูมา (สายจิเก็นริว,Jigen-ryu) ที่มีการฝึกฝนเพลงดาบ โดย่เน้นการเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ โดยการฟันในดาบเดียว ซึ่งคาราเต้ ได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ ในการฝึกฝน เพื่อให้สามารถล้มคู่ต่อสู้ ภายในหนึ่งเทคนิคและได้พัฒนามาเป็นคาราเต้-โดในปัจจุบัน

คาราเต้ - Karate

คาราเต้ – Karate

การ รัฐประหารในวันที่3 มกราคม1868 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของตระกูลโตกุงาวะ (ครองอำนาจในญี่ปุ่นนานถึง 264ปี) สถาบันโชกุนล่มสลาย  จักรพรรดิเมจิทรงอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชในการปกครองประเทศ เราเรียกการเคลื่อนไหวนี้ว่าการฟื้นฟูพระราชอำนาจสมัยเมจิ (Meiji Restoration) และเป็นจุดเริ่มต้น การพัฒนา ไปสู่การใช้รัฐธรรมนูญปกครองประเทศในที่สุด

ใน ปี 1922 คาราเต้ได้ถูกสาธิตขึ้นเป็นครั้งแรกในงานแสดงศิลปะป้องกันตัวของประเทศ ญี่ปุ่น ณ.กรุงโตเกียว โดยปรมาจารย์ กิอิชิน ฟุนาโกชิ ( Master Gichin Funakoshi ) และได้รับการสนใจเป็นอย่างมาก คาราเต้ได้เผยแพร่ไปยังที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว มีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ได้จัดตั้งเป็นชมรมในมหาวิทยาลัยเคโอเป็นแห่งแรก และอีกหลายมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา ปัจจุบันคาราเต้ได้เผยแพร่ไปทุกมุมโลก ได้มีการจัดตั้งสมาคมคาราเต้แห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Karate Association,J.K.A.) ในเดือนพฤษภาคม ปี 1948 โดย บรรดาลูกศิษย์ของปรมาจารย์กิอิชิน ฟุนาโกชิ (สำนักโชโตกัน,Shotokan) มีการจัดกฎระเบียบต่างๆรวมทั้งรูปแบบการฝึกพื้นฐาน (Kihon), ท่ารำ (Kata), การต่อสู้ (Kumite)และกฎระเบียบในการแข่งขัน

ใน เดือนตุลาคม ปี 1957 J.K.A. ได้จัดการแข่งขันคาราเต้ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ.กรุงโตเกียว(โดย Master Masatoshi Nakayama ) มีประเภทการแข่งขัน ทั้งแบบต่อสู้ (Kumite) และแบบท่ารำ (Kata) การตัดสินใช้กฎของ J.K.A ซึ่งในปัจจุบันรูปแบบการตัดสิน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก มีการตั้งกฎระเบียบขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน (WKF, AKF, ISKF, J.K.A., JKF, etc.) แต่ยังคงใช้พื้นฐานการตัดสินตามแบบอย่างของ J.K.A.

คาราเต้ - Karate

คาราเต้ – Karate

ประวัติการเผยแพร่ คาราเต้ ในเมืองไทย

ประวัติการสอนคาราเต้ในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2508 ยูโดกำลังเจริญเติบโต เพราะนักยูโดในเมืองไทยได้ไปแข่งขันกีฬาแหลมทอง ชนะเลิศหลายรุ่น กีฬายูโดพลศึกษามีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้ามาแข่งขันยังกรมพลศึกษามากมาย ผู้เข้าชมยูโดในการแข่งขันแต่ละครั้งมีจำนวนมากพอสมควร มีการแข่งขันยูโดประจำปีและประจำเดือนทุกเดือน ซึ่งสมาคมเป็นผู้จัดการแข่งขันในการแข่งขันยูโดดังกล่าว ได้มีการแข่งขันยูโด ปี 2508 จัดโดยสโมสรยูโดช่างกลปทุมวันการนำเอาคาราเต้มาแสดง เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของบุคคลทั่วไป ในงานนี้ต่อหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ทรงประทำบทอดพระเนตรการแสดงคาราเต้ของนาย เซอิจิ มูคารามิ และทรงสนพระทัยสอบถามเรื่องราวของคาราเต้กับผู้เข้าเฝ้านับเป็นนิมิตหมายอัน ดีที่คาราเต้ได้แสดงต่อหน้าพระที่นั่งและประชาชนทั่วไปเพราะเป็นของแปลกและ ใหม่ที่ยิมเนเซี่ยมกรีฑาสถานแห่งชาติ คาราเต้เริ่มเป็นที่สนใจของคนไทยบ้างและเริ่มฝึกสอนกันในบ้านและมีลูกศิษย์ เพียง 4 – 5 คน ต่อมานาย เทะซึโอะ ซาดาฮิโร่ ได้มาช่วยสอนอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2509 ได้มีภาพยนต์ทีวีเรื่องยอดคาราเต้ ออกอากาศที่ช่อง 4 หรือ ช่อง 7 ผู้เขียนก็จำไม่ได้ ทำให้ชาวไทยสนใจและตื่นตัว หันมาสนใจกีฬาคาราเต้กันมากพอควร จนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมคาราเต้ ขึ้นในประเทศไทยเมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2510 – 2511 คาราเต้ได้เจริญเป็นลำดับและได้จัดตั้งสมาคมคาราเต้-โด แห่งประเทศไทย จนมีตัวแทนไปแข่งขันยังนานาประเทศ ภายในประเทศมีการจัดแข่งขันกันบ่อยครั้ง เผยแพร่ไปยังโรงเรียนและสถาบันมหาวิทยาลัย หวังว่าคาราเต้คงเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นจนเป็นที่ยอมรับของชาวไทยทั่วไปใน อนาคต

คาราเต้ - Karate

คาราเต้ – Karate

คาราเต้ปัจจุบันมีหลากหลายสไตล์ หลายสำนักนะครับ กฏข้อบังคับ กติกา การแข่งขันของแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันไปนะครับ ลองเลือกหาแบบที่เราชอบดูนะครับ

ไอคิโด

ไอคิโด

ไอคิโด เป็นศิลปะการป้องกันตัวจากญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งคือ ปรมาจารย์มอริเฮะ อูเยชิบะ ในปี ค.ศ.1925

ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลก มีผู้ฝึกรวมแล้วเกินกว่าล้านคน

มีการนำไปผสมผสานกับวิชาอื่น ๆ เช่น การควบคุมเหตุร้ายของตำรวจ ทหาร การรักษาความปลอดภัย การให้คำปรึกษา และจิตบำบัด (มีหลักสูตรเรียนทางจิตวิทยากับไอคิโด สามารถเรียนได้สูงถึงระดับปริญญาเอก) และการระงับข้อขัดแย้งระหว่างบุคคล

ไอคิโด เป็นการรวบรวม กลั่นกรอง เอาคุณลักษณะพิเศษของศิลปะการต่อสู้หลายแบบของญี่ปุ่นในสมัยโบราณเข้าด้วย กัน ศิลปะการต่อสู้บางแบบที่พบในวิชาไอคิโดมีอายุนับย้อนหลังไปได้ถึงกว่า 700 ปี ปรมาจารย์ไอคิโดได้ศึกษาวิชาเหล่านี้จากอาจารย์ดั้งเดิมซึ่งหลายคนล่วง ลับไปโดยไม่ได้ถ่ายทอดวิชาให้กับคนอื่น ๆ อีก นอกจากปรมาจารย์ของไอคิโดเท่านั้น

วิชาเด่น ๆ ที่พบในศิลปะการต่อสู้แบบไอคิโด ก็คือ ยิวยิดสู วิชาดาบ และหอก ปรมาจารย์ยังได้ศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้งเอาจริงเอาจัง ถึงขั้นมีส่วนร่วมในการไปเผยแพร่ศาสนาในเกาหลี จีน และแมนจูเรีย ศาสนาที่ศึกษาคือ เซ็น และลัทธิโอโมโตเคียวซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งของศาสนาชินโต

ด้วยเหตุที่ท่านมีความสนใจในการพัฒนาทางจิตวิญญาณดังกล่าว จึงพยายามที่จะเอาปรัชญาของศาสนามาประยุกต์เข้ากับศิลปะการต่อสู้ เพื่อให้ศิลปะการต่อสู้ก้าวพ้นไปจากระดับของการเอาชนะคู่ต่อสู้หรือทำร้าย ทำลายชีวิตผู้อื่น ไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงส่งหรือลึกซึ้งกว่า

ไอคิโด ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิธีทุ่มคู่ต่อสู้ หรือเอา ชนะผู้อื่นเพื่อสนองอัตตาของตนเองเท่านั้น แต่จุดมุ่งหมายที่ว่าก็คือ การฝึกไอคิโดเป็นไปเพื่อ -

- ปรับปรุงความสามารถในการรับรู้คนอื่น ๆ ให้ละเอียดอ่อนขึ้น (ทั้งในด้านจิตใจ ความรู้สึก ความต้องการ)

- ปรับปรุงความสามารถในการควบคุมตนเอง

- กุญแจที่ถือว่าเป็นหัวใจของวิชาไอคิโดก็คือ “มูซูบิ”(musubi) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า unity (ความเป็นหนึ่งเดียว) หรือ harmonious interaction (การปฎิสัมพันธ์อย่างกลมกลืน)

- ในทางปฏิบัติ มูซูบิ หมายถึงความสามารถที่จะสร้างความกลมกลืน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ กลมกลืนกับพลังและความเคลื่อนไหวของคู่ฝึก เป็นการศึกษาในเรื่องของการสื่อสารระหว่างบุคคล

- มูซูบิ ในความหมายที่ลึกลงไปอีก หมายถึงความสามารถที่จะควบคุมและเปลี่ยนแปลงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เปลี่ยนจากความก้าวร้าวหรือการเข้าโจมตีทำร้าย ให้กลายเป็นการสัมผัสมือกันเพื่อมิตรภาพแทน

- มูซูบิ ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด หมายถึงการบรรลุถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง และในแง่ของเทคนิค การฝึก หมายถึงการควบคุมการปฏิสัมพันธ์ให้เป็นไปเพื่อการลงเอยที่ดี ปลอดภัยต่อทุก ฝ่าย

ลักษณะพิเศษของวิชาไอคิโด เมื่อเปรียบเทียบกับกีฬาชนิดอื่น ๆ คือ

- ปฏิเสธการแข่งขัน เอาชนะคนอื่น แต่จะเน้นหนักที่ความร่วมมือกันในการฝึกมากกว่า การฝึกเป็นเหมือนการเป็นพี่น้องหรือเพื่อนร่วมทางกัน มากกว่าเป็นคู่แข่งกัน

- ไม่สอนให้ทำร้ายผู้อื่น เช่น ชก เตะ ถีบ แต่จะสอนให้ระงับหรือควบคุมความก้าวร้าว ความรุนแรงจากคนอื่น ๆ ด้วยความเมตตา ไม่ทำร้ายตอบ ไม่มีจุดประสงค์จะให้ผู้ที่ทำร้ายเราได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือจะให้ดีที่สุดก็คือ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดเหตุร้ายเสียแต่แรก มีวิญญาณของการปกป้องคุ้มครองด้วยความรัก (spirit of loving protection)

ไอคิโดใช้หลักการ 4 ข้อ คือ

(1) นำตัวออกจากทิศทางของการโจมตี

(2) โอนอ่อน กลมกลืน ตามแรง และเปลี่ยนทิศทางของการโจมตี

(3) ใช้เทคนิคการควบคุม โดยไม่มีเจตนาทำร้าย

(4) ยุติความชัดแย้ง ปลดอาวุธ นำกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

ใช้วิธีการฝึกทางกาย เช่นเทคนิคการเคลื่อนไหว ตามแรง สลายแรง นำแรง เป็นการฝึกเบื้องต้น เป็นอุปมาอุปมัยทางรูปธรรม แต่มุ่งไปสู่การพัฒนาในระดับจิตวิญญาณหรือนามธรรมเป็นจุดหมายในบั้นปลาย ไม่ใช่เป็นเพียง physical martial art แต่เป็น spiritual martial art

ความหมายของคำว่า “ไอคิโด” มาจากคำ ๓ คำ คือ

ไอ หมายถึงความรัก ความเมตตา ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

คิ หมายถึงพลังชีวิต (เช่นเดียวกัน ฉี หรือ ชี่ ในภาษาจีน หรือ ปราณ ในภาษาบาลี)

โด หมายถึงวิถีทางหรือวิถีชีวิต

รวมความแล้ว ไอคิโด ก็คือ การใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น ๆ หรือกับสรรพสิ่ง อยู่บนพื้นฐานของความรักและความเมตตานั่นเอง

ที่มา : ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา (Aikido 3 Dan)
ครูฝึกไอคิโดประจำชมรมไอคิโดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประวัติไอคิโดในประเทศไทย

ไอคิโด เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดยมีมิสเตอร์ซิดนี่ ไวท์ นักหนังสือพิมพ์ชาว อเมริกัน และได้ติดต่อประสานกับอาจารย์ ทามูระ ที่สำนักใหญ่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาจารย์สอน ไอคิโดในมหาวิทยาลัยเอเชียแห่งกรุงโตเกียวอีกด้วย ท่านจึงได้ส่งนักศึกษาที่จบแล้ว และมีความ สามารถพิเศษได้สายดำไอคิโดมาสอนในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีอาจารย์ชาวญึ่ปุ่นมาสอน ดำเนินการ สอนแห่งแรกที่วิทยาลัยพลศึกษา (สนามกีฬาแห่งชาติ) เป็นแห่งแรก และได้รับการช่วยเหลือทางด้าน เทคนิคจากสำนักงานใหญ่ไอคิโด ที่ประเทศญึ่ปุ่น จัดส่งอาจารย์มาสอนโดยตลอด จนปัจจุบันถึง 15 ท่าน

1. ปี พ.ศ. 2505 มีการสอนที่วิทยาลัยพลศึกษาเป็นหลัก นอกเวลาทำการมาตลอด
(พ.ศ.2505-2511)
ปี พ.ศ. 2511 ได้ย้ายไปฝึกที่กองปราบปรามสามยอด สถานฝึกบูโดกัน (Budokan) เยาวราช , โรงเรียนดลวิทยา และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 ได้แสดงการฝึกไอคิโดที่หน้าพระที่นั่ง ณ สวนอัมพร

ปี พ.ศ. 2513 บริษัท คาวาซากิ ประเทศไทย ให้ความอุปถัมภ์จัดสถานที่ฝึกให้โดยใช้ชื่อว่า “เรนบูกัง” (Renbukan) ตั้งอยู่ที่ตึกชั้น 4 ตรงข้ามไปรษณีย์กลาง บางรัก กทม.

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็น สมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย โดยนายประพันธ์ จิตตะปุตตะ เป็นหัวหน้าคณะขอจัดตั้งสมาคมฯ และได้รับการ จดทะเบียน ได้ในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2518 มีสมาชิก
ร่วมฝึกมากมายจนถึงปัจจุบัน โดยได้แพร่หลาย ไปทางด้าน รร.ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา แต่สำหรับประชาชน ทั่วไปรู้จักไอคิโด น้อยมาก

วัน ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2525 ได้ย้านสถานที่ฝึกมาตั้งอยู่ภายในสมาคม Y.W.C.A. กรุงเทพ ที่ถนนสาทร และมีชมรมฝึกอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร, โรงเรียนนายเรือ, โรงเรียนนายร้อย จปร., มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, การไฟฟ้านครหลวง วัดเลียบ, ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญึ่ปุ่น) ฯลฯ

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2525 ชมรมไอคิโด ณ ศูนย์เยาวชนฯ ไทย-ญี่ปุ่น เริ่มเปิดมีการฝึก ด้วยเช่นเดียวกัน และในปีนั้นได้มีการฝึกไอคิโด ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, โรงเรียน วชิราวุธ จังหวัดสงขลา, ค่ายทหารจังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้มาเยี่ยมชม เริ่มเปิด การฝึกที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครฯ (ไทย-ญี่ปุ่น)

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2531 จดทะเบียนย้ายที่ตั้งสมาคมฯ ไปที่ 893 ถ.พัฒนาการ แขวง คลองตัน เขตสวนหลวง คณาจารย์ที่มาจากสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นช่วยสอนตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 15 ท่าน โดยที่สอนในปัจจุบันมี 4 ท่าน โดยเฉพาะ อาจารย์ โมโตฮิโร ฟูคาคูซา ได้สอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 40 ปี (พ.ศ.2547) ขณะนี้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย และนายประพันธ์ จิตตะปุตตะ เป็นเลขาธิการสมาคมฯ

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 สถานที่ฝึกไอคิโดของสมาคม ที่ Y.W.C.A. ได้ยุติล งด้วยเหตุ รื้ออาคารจึงยกเลิกสัญญาให้เช่า จึงย้ายสถานที่ฝึกมาประจำ ณ ศูนย์เยาวชน กรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 สถานที่ฝึก ชมรมไอคิโด (ศูนย์ไทย-ญี่ปุ่น) ถือว่าเป็นสถานที่ฝึกของสมาคม ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นเวลาประมาณ 3 ปี (1 มกราคม พ.ศ. 2539 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541)

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 สมาคมไอคิโดประเทศไทย ได้ย้ายสถานที่ตั้งสมาคม เลขที่ 1521/3 ชั้น 2 ถ.สุขุมวิท ระหว่างซอย 67-69 แขวงพระโขนงเหนือ เขตคลองเตย กทม. 10110 (โทร. 0-2714-0828) โดยใช้สถานที่ฝึก Renbukan dojo (ไอคิโด พระโขนง) เป็นสถานที่ฝึก และศูนย์กลางสมาชิกจนถึงปัจจุบัน

สมาชิกสาย ดำในประเทศไทยมีทั้งหมด 76 คน (ในรอบ 40 ปี) ที่ได้ประกาศนียบัตร และบัตร ประจำตัวรับรองสมาคมไอคิโดประเทศไทย (AAT) และจากสหพันธ์ไอคิโดระหว่างประเทศ (IAF) และจากสำนักงานใหญ่ไอคิโดแห่งโลก (Aikido World Headquarter, Tokyo, Japan) / HOMBU DOJO

 

คาโปเอร่า

คาโปเอร่า

 

คาโปเอร่า เป็นศิลปะการละเล่นประจำชาติของประเทศ บราซิล ซึ่งมีลักษณะของการผสมผสานระหว่างศิลปะการต่อสู้ การเต้น ดนตรี วัฒนธรรม และปรัชญา

คาโปเอร่าถือกำเนิดขึ้นมาโดยมีรากฐานมาจากศิลปะการต่อสู้ และการเต้นรำโบราณ หลายแขนงในแอฟริกา ซึ่งถูกนำไปปรับใช้ผสมผสานในบราซิลเมื่อหลายร้อยปีก่อนในขณะที่ชาวแอฟริกาบางส่วนถูกขายเป็นทาส แล้วถูกนำไปใช้แรงงานในบราซิลซึ่งในขณะนั้นเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้เองวัฒนธรรมของแอฟริกาหากหลายแขนงได้ถูกนำมาผสมผสานศิลปะการป้องกันตัวหลายชนิดถูกนำมาแลกเปลี่ยน รวบรวม และเปลี่ยนแปลง ภายใต้บริบทของความเป็นทาสซึ่งไม่สามารถฝึกการต่อสู้โดยตรงได้ สภาพของความบีบคั้นเช่นนั้นทำให้ทาสที่มารวมตัวแล้วผสมผสานกราต่อสู้ในแบบต่างๆ แล้วเปลี่ยนแปลงมันกลายเป็นการเต้น และเกมการละเล่นเพื่อความสนุกสนาน จนกลายเป็นศิลปะแบบหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคาโปเอร่า

ต่อมาหลังจากมีการเลิกทาส ในช่วง ค.ศ 1888 ชาวแอฟริกันบางส่วนเดินทางกลับ แต่บางส่วนยังคงอาศัยอยู่ในบราซิล แต่เนื่องด้วยไม่มีงานทำมากนัก จึงทำให้หลายกลุ่มกลายเป็นอันธพาล พวกเขายังคงฝึกคาโปเอร่าอยู่ และกลายเป็นพวกต่อต้านรัฐบาล ก่ออาชญากรรมเมื่อมีการนำคาโปเอร่าไปใช้ในทางที่ผิด ทางรัฐบาลของบราซิลจึงมีคำสั่งให้ คาโปเอร่านั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย (ช่วงปีค.ศ 1890) ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับ แต่ก็มีบางส่วนที่ขัดขืนก็จะถูกยิง โดยที่ตำรวจในสมัยนั้นก็ฝึกฝนคาโปเอร่าด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะใช้ต่อสู้กับผู้ฝ่าฝืนได้

จนกระทั่งถึงช่วงที่ บราซิลมีสงครามกับปารากวัย รัฐบาลบราซิลได้จัดตั้งกลุ่มนักรบขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นนักสู้ คาโปเอร่าโดยเรียกว่า Black Military จะส่งไปรบกับปารากวัย โดยสามารถนำชัยชนะมาให้กับบราซิลได้ นั่นทำให้เหล่านักสู้คาโปเอร่าได้รับการยกย่องอีกครั้ง ในที่สุดคาโปเอร่าก็ได้ถูกใช้ในฐานะของ “อาวุธ” เพียงหนึ่งเดียวที่ทาสมี จนเป็นที่มาของศิลปะที่ถูกขนานนามว่า การเต้นแห่งอิสรภาพ (Dance of Freedom)

ภายหลังจากการเลิกทาสในปี ค.ศ.1888 บราซิลนั้นไม่ใช่ประเทศอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป ผู้คนที่เคยเป็นทาสหลายคนว่างงาน และเริ่มกลายเป็นอาชญากรโดยการใช้คาโปเอร่า ทำให้ 4 ปีหลังจากนั้นคาโปเอร่าจึงถูกห้ามโดยกฏหมาย ในขณะที่ศัพย์คำว่า “Capoeira” ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในหนังสือพจณานุกรมคำแสลงภาษาโปตุกิส

คาโปเอร่านั้นยังถูกแอบฝึกโดยผู้คนทั่วไปในบราซิลเรื่อยมาทั้งที่ยังถูกปราบปรามโดยตำรวจอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อ Manoel Dos Reis Machado (ค.ศ.1900-1974) หรือที่รู้จักกันในนามว่า

Mestre Bimba
เริ่มปรับปรุงคาโปเอร่าด้วยการเพิ่ม แล้วเริ่มนำมาสอนในฐานะวิชาพลศึกษาให้กับโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมือง Savadol ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ Bahia เมืองท่าที่สำคัญทางตะวันออกของประเทศบราซิล ต่อมาเขาเปิดโรงเรียนคาโปเอร่า (Academia) ขึ้นในเมืองดังกล่าวในปี ค.ศ. 1937 นับว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนแห่งแรกในประวัติศาสตร์ของคาโปเอร่า ในขณะเดียวกันนี้เขาก็เรียกคาโปเอร่าฉบับปรับปรุงของเขาว่า “Luta regional of Baiana” (Local style of fighting form bahia) แล้วเมือลูกศิษท์ของเขาหลายคนเริ่มนำคาโปเอร่าในแบบฉบับนี้ไปเผยแพร่ในอเมริกา และยุโรป เมื่อยุค 1970s ถึง 1980s เราจึงรู้จักกับคาโปเอร่ารูปแบบนี้ในนามของ Capoeira Regional ในขณะเดียวกับที่ Mestre Bimba ยังมีชีวิตอยู่แล้วเริ่มทำการสอนนั้น ในอีกด้านหนึ่งของเมือง Capoeira Academia อีกแห่งหนึ่งก็ถูกก่อตั้งขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันโดย

Mestre Pastinha
(1889-1981) ซึ่งเขาเองมีแนวคิดในการพัฒนาแตกต่างจาก mestre bimba ตรงที่เขาพยายามจะอนุรักษ์การเล่นคาโปเอร่าแบบเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันลักษณะการเล่นคาโปเอร่าในลักษนะนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั้งในบราซิลและประเทศอื่นๆ ในโลกแต่ออกจะได้รับความนิยมน้อยกว่า Capoeira Regional อยู่บ้าง นับเป็นรูปแบบของการเล่นคาโปเอร่าอีกแบบหนึ่งที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Capoeira Angolaรูปแบบของคาโปเอร่านั้นมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไปตามการเวลา ทั้งยังมีการพัฒนาเทคนิคและรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ที่เมือง Rio De Janeiro ในระยะเวลาหลังจากที่ Mestre Bimba เริ่มก่อตั้งโรงเรียสอนคาโปเอร่า ก็มีกลุ่มเด็กที่สนใจคาโปเอร่ากลุ่มหนึ่งซึ่งร่วมกันศึกษาคาโปเอร่าจากผู้คนที่ผ่านมาและตระเวนเล่นคาโปเอร่าไปตามที่ต่างๆ ทั่วเมือง โดยได้รับอิทธิพลจากเหล่าลูกศิษย์ของ Mestre Bimba และ Mestre Pastinha และอาจารย์คาโปเอร่าคนอื่นๆ ในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1966 เหล่าเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ภายใต้ชื่อของ Capoeira Senzala ก็ชนะการแข่งขัน “Berimbau De Ouro” ครั้งแรกของประเทศบราซิล แล้วต่อมาเป็นที่รู้จักตามทวีปต่างๆ ทั่วโลกในฐานะ Grupo Capoeira Senzala กลุ่มคาโปเอร่าที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลกในขณะที่ต่อมา

Mestre Camisa
สมาชิกในกลุ่มดังกล่าวก็ออกมาตั้งกลุ่มใหม่ในชื่อของ Capoeira Abada ซึ่งนับเป็นอีกกลุ่มคาโปเอร่าที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ในยุคเดียวกันนี้เองคาโปเอร่าอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งก็คือ Grupo Bantus ของ Mestre Pintor ก็ถือกำเนิดขึ้นที่รัฐ Minas Gerais และก็กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

การกำเนิดขึ้นของกลุ่มคาโปเอร่าเหล่านี้นั้นได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคาโปเอร่านั้นไม่ได้เป็นสมบัติของรัฐ Bahia เพียงอย่างเดียว แต่เป็นของคนบราซิลทั้งประเทศ ในขณะการเติบโตของ Grupo Capoeira Cordao de ouro ของ Mestre Susanna ในประเทศอังกฤษ ซึ่งพัฒนารูปแบบการเล่นอีกลักษณะหนึ่งขึ้นเรียกว่า Munniho ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นสากลของคาโปเอร่า ซึ่งนักคาโปเอร่าหลายคนในยุคสมัยนี้ก็กำลังคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างรูปแบบการเล่นที่เรียกว่า Contemporary ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการเล่นที่มีความร่วมสมัย หลากหลาย และเป็นที่ยอมรับของสากล

ปัจจุบันนั้นคาโปเอร่านับได้ว่าเป็นรูปแบบของศิลปะที่มีผู้นิยมเล่นอยู่ทั่วโลก โดยเป็นผลพวงมาจากกลุ่มคาโปเอร่าหลายกลุ่มที่เริ่มขยับขยายตนเองไปในอเมริกาและยุโรป ด้วยการสอนและการแสดงในยุค 1980s และด้วยรูปแบบของคาโปเอร่าที่ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นการละเล่นที่ได้รับทั้งความสนุกสนาน เป็นออกกำลังกาย เป็นการเพิ่มทักษะในการเล่นดนตรี และมีส่วนช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพ คาโปเอร่าจึงได้กลายเป็นกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ และในประเทศบราซิลเองคาโปเอร่าก็นับได้ว่าเป็นกิจกรรมที่คนนิยมเล่นเป็นอันดับสองรองจากฟุตบอล ซึ่งในขณะนี้ทางรัฐบาลบราซิลเองก็กำลังพยายามผลักดันคาโปเอร่าให้เป็นกีฬาที่แข่งขันในโอลิมปิก

การเล่นคาโปเอร่า เริ่มจากการยืนกันเป็นวงกลม ซึ่งเรียกว่า Roda (ออกเสียงว่า โฮ-ด้า)โดยที่มีเครื่องดนตรีอยู่ตรงหัววง การเล่นจะเริ่มต้นโดยที่ผู้ที่เล่นบีริมเบาว์ (berimbaus)เริ่มเล่นและหลังจากนั้นเครื่องดนตรีอื่น ๆ ก็จะเล่นตามมา เมื่อผู้เล่นบีริมเบาว์ ส่งสัญญาณว่าให้เริ่มเล่นได้ ผู้เล่น 2 คนก็จะเดินมาหยุดตรงหน้าของผู้เล่นบีริมเบาว์ ทำการจับมือกัน และเริ่มต้นเล่น โดยในขณะเดียวกันคนอื่น ๆ รอบ ๆ วงก็จะตบมือพร้อมทั้งร้องเพลง โดยมีผู้เล่นบีริมเบาว์เป็นผู้นำ เมื่อคู่ที่เล่นอยู่ต้องการที่จะหยุดก็จะทำการจับมือกัน เพื่อเป็นสัญญาณว่ายุติการเล่นของคู่นั้น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเกิดคนใดคนหนึ่งรอบ ๆ วงมีความต้องการจะเล่นกับคนใดคนหนึ่งในคู่ที่กำลังเล่นอยู่ ก็สามารถทำได้ซึ่งเราเรียกว่า การ Buying Game โดยคน ๆ นั้น จะหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางระหว่างคู่ที่กำลังเล่นอยู่ โดยผู้ที่แทรกนั้นหันหน้าไปทางผู้ใดก็คือ ต้องการที่จะเล่นกับคน ๆ นั้น ในการเล่นนั้นจะไม่มีการปะทะหรือกระทบกระทั่งกันรุนแรงนัก เพื่อมิให้เกิดอันตรายและการบาดเจ็บแต่ตัวผู้เล่น

การป้องกันตัวผู้หญิง

การป้องกันตัวผู้หญิง

1. เมื่อคนร้ายเข้าประชิดตัวเกิน 2 ก้าวให้ถีบเท้าซ้ายหรือขวาไปที่กระดูกขาท่อนบน หัวเข่าหรือหน้าแข้ง หากคนร้ายผลีผลามเข้าถึงตัว ใช้สันมือฟันไม่ยั้งไปที่ซอกคอหรือฟันไปที่ริมฝีปาก ดั้งจมูก คอ ไหปลาร้า กกหูหรือใช้สันมือกระแทกยันคางให้คนร้ายหงายหลัง
2. เมื่อคนร้ายจับมือไว้ข้างหนึ่งขณะนั่ง ยืนหรือเดิน ใช้มือที่เหลือจับนิ้วก้อยมือคนร้ายข้างที่จับเราอยู่กระชากหันกลับขึ้นอย่างเร็วและแรง
3. เมื่อคนร้ายจับมือทั้ง 2 ข้างทางด้านหน้า ให้ดึงมือกลับ โดยบิดข้อมือขึ้น ให้หันฝ่ามือเข้ากันแล้วดึงมือเข้าหาตัว จากนั้นตวัดมือข้างถนัดขึ้นสูง แล้วใช้สันมือฟาดลงบนดั้งจมูกคนร้ายอย่างแรง จากนั้นเตะที่หัวเข่าหรือหน้าแข้งคนร้ายอีกครั้ง
4. เมื่อคนร้ายจับมือทั้ง 2 ข้างไว้ด้านหลัง ให้เกร็งข้อมือไปด้านหน้า แล้วเหลียวดูเข่าคนร้ายเพื่อถีบไปที่หัวเข่าอย่างแรง
5. เมื่อคนร้ายเข้ามากอดด้านหน้า ให้สอดแขนข้างถนัดขึ้น แล้วใช้สันมือกระแทกใต้คางคนร้ายพร้อมใช้เข่ากระแทกท้องน้อย หรือเป้ากางเกงซ้ำ
6. เมื่อคนร้ายเข้ามากอดด้านหลัง ให้กระทุ้งศอกไปบริเวณลิ้นปี่หรือท้อง แล้วเบี่ยงตัวออกด้านข้างเล็กน้อย ยกศอกกระแทกไปที่คางหรือคอ ถ้าถูกกอดเหนือไหล่ ให้ใช้ศอกกระแทกที่ท้องแล้วกระทืบส้นเท้าไปมาบนหลังเท้าคนร้าย
7. เมื่อคนร้ายใช้ปืนหรือมีดจี้ทางด้านหลัง ให้หมุนตัวกลับเผชิญหน้ากับคนร้าย โดยเหวี่ยงเท้าขวาพร้อมใช้มือซ้ายปัดแขนคนร้ายออกด้านข้าง จากนั้นใช้สันมือขวาฟันไปที่ซอกคอคนร้าย อย่างแรง
8. เมื่อคนร้ายเข้ามาจะตบหน้า ให้ถอยหลังไป 1 ก้าว แล้วใช้เท้าอีกข้างถีบหน้าอก ท้องน้อยหรือเป้ากางเกงคนร้าย
9. เมื่อคนร้ายขึ้นนั่งคร่อมขณะนอนหงาย ให้ใช้สันมือยันคางและใช้อีกมือต่อยบริเวณลูกกระเดือก จิ้มลูกตาหรือทำร้ายจุดอ่อนอื่นบริเวณใบหน้า จากนั้นพลิกตัวหนี
10. เมื่อคนร้ายเข้ามาจับคอเสื้อหรืออกเสื้อ ให้ใช้มือขวาของเราจับหลังมือคนร้าย โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ระหว่างง่ามนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของคนร้าย แล้วพลิกมือหงายออกพร้อมใช้มือดันศอกคนร้าย พลิกกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นดึงแขนคนร้ายเหวี่ยงไปทางขวาและกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
11. เมื่อคนร้ายบีบคอด้านหน้า ให้เกร็งลำคอไว้แล้วประสานมือยกขึ้นกระแทกมือคนร้ายให้ออกจากกัน พร้อมกระแทกส้นเท้าที่หน้าแข้งคนร้ายอย่างแรง เมื่อคนร้ายปล่อยมือให้กระแทกส้นเท้าลงที่เข่าคนร้ายอีกครั้ง
12. เมื่อคนร้ายบีบคอด้านหลัง ให้ใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับนิ้วมือคนร้ายแล้วดึงออก เบี่ยงลำตัวออกไปด้านข้าง พร้อมกับยกส้นเท้ากระแทกไปที่เข่าหรือหน้าแข้ง แล้วใช้กำปั้นทุบที่เป้ากางเกงคนร้าย
13. เมื่อคนร้ายจิกหรืกระชากผม ให้ประสานมือทั้งสองยกขึ้นวางทับมือคนร้ายที่จิกผม แล้วกดมือคนร้ายลงพร้อมหมุนตัวทางขวา เพื่อบิดข้อมือคนร้าย จากนั้นใช้เท้ากระแทกที่หน้าแข้งหรือหลังเท้าคนร้าย

การป้องกันตัวผู้หญิง

การป้องกันตัวผู้หญิง

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

ศิลปะการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพ ด้านการจับล็อคและการควมคุมบนพื้นมากที่สุดวิชาหนึ่ง นั่นคือ บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู หรือ ที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อย่อก็คือ BJJ นั่งเอง

BJJ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่เน้นเรื่องการกอดรัดคู่ต่อสู้เพื่อให้มีจังหวะเข้าใช่ท่าต่างๆโดยเฉพาะการต่อสู้บนพื้น เพื่อชิงจุดที่ได้เปรียบโดยอาศัยการล็อคข้อต่อต่างๆของร่างกายซึ่งเป็นจุดอ่อน และการล็อคคอได้ในหลากหลายมุม ไม่ว่าจะ ยืน นอน ตะแคง เพื่อให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ ศิลปะการต่อสู้ บราซิลเลี่ยน ยิวยูสสู มีพื้นฐานมาจาก โคโดกัน ยูโด ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1882 ซึ่งมีรากฐานมาจาก ยิวยิสสูอีกทีหนึ่ง บราซิลเลี่ยน ยิวยิสสู มีจุดเด่นที่คนที่ตัวเล็ก หรืออ่อนแอกว่า สามารถใช้เทคนิค ที่เหมาะสม ในการเอาชนะคู่ต่อสู้ที่่ตัวใหญ่ และแข็งแรงกว่าได้โดยไม่ยาก อาทิ Royce Gracie (ฮอยส์ เกรซี่) ซึ่งเป็นนักต่อสู้ในสังเวียน mma ในรายการ UFC ซึ่งเคยล้มคู่ต่อสู้ที่มีขนาดใหญ่และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่ามาก จนสามารถคว้าแชมป์ UFC มาครอบครอง หรือมาเซโล่ การ์เซีย Marcelo Garcia (มาเซ่โล่ การ์เซีย) ซึ่งลงแข่งใน ADCC 2005 ตอนแข่งในรุ่น Absolute men ไม่จำกัดน้ำหนัก เจอคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่าตัวเองอย่างเห็นได้ชัด คือ Ricco Rodriguez เทียบไซส์แล้วเหมือนพ่อกับลูก ก็สามารถเอาชนะมาได้แบบไม่ยากเย็น ซึ่งทำให้ศิลปะการต่อสู้ BJJ เป็นที่ยอมรับและมีคนสนใจฝึกทั่วโลก BJJ สามารถฝึกเพื่อป้องกันตัว หรือ ใช้ในการแข่งขัน submission หรือ mma

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

ศิลปะการต่อสู้ บราซิลเลี่ยน ยิวยิสสู เริ่มมาจาก มาเอะดะผู้เชี่ยวชาญยูโด ชาวญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสำนักโคโดกัน มาเอะดะเป็นหนึ่ง ในผู้ที่ถูกคัดเลือกในบรรดาผู้ที่มีความ ชำนาญสูงสุดจำนวนห้าคน จากผู้ก่อตั้งวิชายูโด คาโน่ จิโกโร่ ให้ไปเผยแพร่วิชาการต่อสู้ทั่วโลก มาเอะดะเดินทางออกจากญี่ปุ่น ในปี 1904 และได้แวะตามประเทศต่างๆหลายที่ และศาสตร์วิชาู้ของเขา ได้รับการท้าทายและทดสอบ จากศิลปะการต่อสู้ แขนงต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ก่อนที่จะเดินทางมาถึงประเทศบราซิลใน ปี 1914

ในช่วงเริ่มต้นนั้น ยูโด ได้แยกออกจาก ยิวยิสสูด้วยจุดมุ่งหมาย หลักการ และวิธีการฝึก ซึ่งเน้นเป็นกีฬามากขึ้น ซึ่งเป็นความตั้งใจของ คาโน่ ที่ต้องการที่จะ ผู้ก่อตั้งยูโด คาโน่ จิโกโร่สร้างความแตกต่างในในวิชาของเขา สำหรับคาโน่แล้วยูโดไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นกีฬาที่จะพัฒนาร่างกาย โครงสร้างที่ดีให้กับเด็กวัยรุ่น และเข้าถึงวิถีแบบ เต๋า ซึ่ง บราซิลเลี่ยน ยิวยิสสู ก็ได้รับอิทธิพลของข้อคิดนี้มาเหมือนกัน

BJJ มักจะถูกกล่าวถึงว่าเป็นการพัฒนามาจากยิวยิสสู ของญี่ปุ่น และคิดว่า มาเอะดะ เป็นนักยิวยิสสูแต่มาเอะดะไม่เคยฝึกยิวยิสสู เขาเริ่มฝึกการต่อสู้จากซูโม่เมื่อยังเด็ก และเมื่อเขาได้รับข่าว ชัยชนะของยูโดต่อยิวยิสสูในเวลานั้น ก็ทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นเปลี่ยนจากซูโม่มาฝึกยูโดแทน และกลายเป็นศิษย์ของคาโน่ เจ้าสำนักโคโดกัน เขาได้รับสายเจ็ดดั้ง ในวิชาโคโดกัน ก่อนที่จะเสียชีวิตในปี 1941 (เพียงแต่ว่ายูโดเองก็พัฒนามาจาก ยิวยูสู ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาผ่านรุ่นมาเช่นกัน)

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

เมื่อมาเอะดะเดินทางออกจากญี่ปุ่น ยูโดยังคงถูกกล่าวถึงในชื่อ “คาโน่ ยิวยิสสู” หรือเรียก ยิวยิสสูเฉยๆ
คำยูโดเป็นคำที่คาโน่คิดขึ้นเพื่อใช้อธิบายถึงศาสตร์วิชาของเขา ซึ่งตรงความหมายมากกว่ายิวยิสสู แต่คนญี่ปุ่นในยุคนั้นยังคงเรียกว่าจูจิตสึด้วยความคุ้นเคย รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ จนถึงปี 1925 จึงได้มีการแก้ไขว่าศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ในการสอนในโรงเรียนเป็นคำว่ายูโด แทนที่จะเป็นยิวยิสสู แต่ในบราซิลยังคงใช้คำว่ายิวยิสสู เมื่อตระกูลเกรซี่เดินทางมาถึงอเมริกาเพื่อเผยแพร่ศิลปะตัวนี้ ก็รู้จักในชื่อบราซิลเลี่ยน ยิวยิสสู (BJJ) หรือ Gracie Jiu Jitsu

พัฒนาการของ บราซิลเลี่ยน ยิวยิสสู (BJJ)

มาเอะดะได้พบกับนักธุรกิจชื่อ Gastão Gracie ได้ช่วยเขาเริ่มก่อตั้งวิชาในปี 1917 ที่ประเทศบราซิล ลูกชายของ Carlos Gracie ซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 14 ปี ได้ดูการสาธิตจากมาเอะดะ คาลอส เกรซี่ ผู้ให้กำเนิด BJJจึงมีความสนใจที่จะเรียน ยิวยิสสู มาเอะเดะรับ คาลอส เป็นศิษย์ และต่อมา คาลอส ได้กลายเป็น ผู้เชี่ยวชาญศาสต์นี้และได้ร่วมกับน้องชาย Helio gracie ก่อตั้งวิชา BJJ หรือ Gracie Jiu Jitsu ที่มีชื่อเสียง

ในปี 1921 Gastao Gracie และครอบครัวได้ย้ายไป Rio de Janeiro คาลอส ซึ่งตอนนั้นอายุ 17 ปี ได้สอนวิชาต่างๆที่ มาเอะดะถ่ายทอดให้กับน้องชาย คือ Osvaldo, Gastão and Jorge ยกเว้น Helio เพราะยังเด็กและอ่อนแอเกินไปที่จะเรียน แถมยังเจ็บป่วยอยู่ตลอด แต่ถึงกระนั้น Helio ก็ได้เฝ้าสังเกตเวลาที่พี่ๆฝึก และได้ลองซ้อมปฏิบัติดู จนกระทั่งทำให้หายจากโรคและได้รับขนานนามจากหลายฝ่ายว่าเป็น ผู้ก่อตั้ง BJJ

 

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

บราซิลเลี่ยนยิวยิสสู

Helio ได้แข่งขันยูโดหลายครั้ง ส่วนใหญ่เสมอ และมีครั้งหนึ่งแพ้ในบราซิล บ้านเกิด จากผู้เชื่ยวชาญยูโดชาวญี่ปุ่นชื่อ มาซาฮิโกะ คิมูร่า ซึ่งภายหลังตระกูลเกรซี่ ได้ใช้ชื่อคิมูร่า ในการแทนชื่อท่าล็อคแขนท่าหนึ่งใน BJJ ซึ่งเป็นท่าที่ทำให้ Helio พ่ายแพ้ในการแข่งขันครั้งนั้น

ตระกูลเกรซี่ ได้พัฒนาการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และได้ต่อสู้ในการแข่งขัน vale tudo หลายครั้ง ซึ่งพยายามเน้นพัฒนาการเทคนิคการต่อสู้บนพื้น เพื่อชิงความได้เปรียบต่อคู่ต่อสู้

บราซิลเลี่ยน ยิวยิสสู เป็นที่รู้จักในระดับโลกในยุค 90 เมื่อนักต่อสู้ BJJ ชื่อ Royce Gracie ได้ชัยชนะในรายการ UFC ครั้งที่ 1 , 2 และ 4 ซึ่ง Royce ต้องต่อสู้กับผู้เข้าแข่งขัน ที่มีรูปร่างใหญ่กว่าเป็นส่วนใหญ่ (ฮอยส์ เกรซี่สูงประมาณ 183 cm) และมาจากหลากหลายวิชา เช่น นักมวย คาราเต้ เทควันโด้ มวยปล้ำ ทำให้วิชา BJJ เป็นที่รู้จักไปทั่ว และเป็นฐานของวิชาการต่อสู้บนพื้นที่สำคัญ การแข่งขัน BJJ ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก และได้พัฒนามาเป็น no-gi submission grappling (การแข่งขันที่ไม่ใส่ชุดยูโด (gi) ในการแข่ง) เช่น การแข่งขัน ADCC เป็นต้น

กระบี่กระบอง

กระบี่กระบอง

วิชากระบี่กระบองนั้น รวมหมายถึง วิชาอาวุธไทย ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ง้าว หอก พลอง ดาบคู่ ดาบสองมือ เคียว ไม้ศอก ฯลฯ โดยมีการสืบทอดมาจากวิชาอาวุธของไทยตั้งแต่ต้น

เริ่มต้นกระบี่กระบองที่แท้จริงนั้นไม่ทราบได้แน่ชัดว่า เริ่มกันมาตั้งแต่ครั้งไหนและใครเป็นผู้คิดค้นขึ้น เพราะไม่สามารถค้นคว้าจากแหล่งใดได้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะท่านครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆ ได้เคยเรียนและได้เคยสอนแต่ในทางปฏิบัติอย่างเดียวมิได้ห่วงใยในอันที่จะ สั่งสอนในทางทฤษฎีเลย ฉะนั้น ศิษย์จึงขาดความรู้ในด้านนี้กันเสียสิ้น แต่ด้วยเหตุที่ไทยเราเป็นนักรบแต่โบราณกาล กระบี่กระบองซึ่งเป็นเกมของนักรบก็น่าจะได้ริเริ่มกันเป็นเวลานานมาแล้วด้วย เหมือนกัน หลักฐานที่พอจะอ้างอิงได้นั้นคาดว่าคงมีแล้วในรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสืออิเหนา ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“เมื่อนั้น ท้าวหมันหยาปรีเปรมเกษมสันต์
เห็นอิเหนาเข้ามาบังคมคัล จึงปราศรัยไปพลันทันที
ได้ยินระบือลือเล่า ว่าเจ้าชำนาญการกระบี่
ท่าทางทำนองคล่องดี วันนี้จงรำให้น้าดู
แล้วให้เสนากิดาหยัน จัดกันขึ้นตีทีละคู่
โล่ดั้งดาบเชลยมลายู จะได้ดูเล่นเป็นขวัญตา”

ตามข้อความที่กล่าวนี้ย่อมจะชี้ให้เห็นว่า กระบี่กระบองคงเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนี้แล้ว

กระบี่กระบอง

กระบี่กระบอง

ครั้น ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ท่านสุนทรภู่ได้แต่งเรื่องพระอภัยมณีกับศรีสุวรรณ สององค์พี่น้อง ทูลลาสมเด็จพระราชบิดาไปป่าเพื่อแสวงหาวิชาความรู้อันเป็นประเพณีนิยมจาก อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ซึ่งในที่สุดก็ได้พบเล่าเรียนกับอาจารย์ ผู้ซึ่งมีวิชาต่างกัน ดังปรากฏในข้อความตอนหนึ่งว่า

“สิบห้าวันดั้นเดินในไพรสณฑ์ ถึงตำบลบ้านหนึ่งใหญ่หนักหนา
เรียกว่าบ้านจันตคามพราหมณ์พฤฒา มีทิศาปาโมกข์อยู่สองคน
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการปี่ ทั้งดีดสีแสนเสนาะเพราะหนักหนา
ผู้ใดฟังวังเวงในวิญญา เคลิ้มนิทราลืมกายดังวายปราณ”

เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 4 ทรงเล่นกระบี่กระบองเป็นกันหลายพระองค์เช่นนี้ เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงกีฬาชนิดนี้เป็นใน ครั้งนั้นด้วยพระองค์เองด้วยเหมือนกัน เพราะตามหลักฐานปรากฏว่า พระองค์ได้เคยทรงศึกษาวิชามวยและวิชากระบี่กระบอง ฟันดาบกับหลวงพลโยธานุโยค ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเล่นเป็นนี้เองในรัชกาลของพระองค์ พระองค์จึงได้โปรดฯ ให้มีการตีกระบี่กระบองและชกมวยไทยหน้าพระที่นั่งในงานสมโภชอยู่เนืองๆ พระองค์เสด็จทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลแก่ผู้แสดงและแข่งขันบ่อยๆ ฉะนั้นกระบี่กระบองจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันมากในกรุง และอาจจะดูได้หลายครั้งในปีหนึ่งๆ สมัยนี้เป็นสมัยที่นิยมชมชอบกันมากที่สุด จึงทำให้กระบี่กระบองมีอยู่ดาษดื่น และมีมากคณะด้วยกัน

ครั้นถึง รัชสมัยรัชกาลที่ 6 ความครึกครื้นในการเล่นกระบี่กระบองชักจะลดน้อยลงไป ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงฝักใฝ่ในวิชานาฎศิลป์ และทรงเข้าพระทัยในศิลปะของวิชากระบี่กระบองก็ตาม แต่ก็ไม่ทรงโปรดปรานมากเท่ากับพระราชบิดาของพระองค์ ถึงกระนั้น ก็ยังมีการจัดกีฬาชนิดนี้ขึ้นถวายเพื่อถวายทอดพระเนตรบ้างเป็นครั้งคราว เช่น ในปีพุทธศักราช 2460 กับ 2462 กระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในงานกรีฑาประจำปี ได้จัดการแสดงกระบี่กระบองขึ้นถวายทอดพระเนตรที่สนามหน้าสามัคยาจารย์สมาคม ในการแสดงทั้งสองครั้งนี้ ท่านอาจารย์ นาคเทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้แสดงถวายทั้งสองครั้ง ครั้งแรกแสดงง้าว ครั้งหลังแสดงพลอง ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ กระบี่กระบองชักน้อยลงไป แต่มวยเป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น สมัยที่มีการแข่งขันเก็บเงินค่าผ่านประตู เพื่อซื้ออาวุธให้เสือป่าที่สนามสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นต้น รู้สึกว่าสนุกสนานและครึกครื้นยิ่งอยู่พักหนึ่ง ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 กระบี่กระบองก็ค่อยๆ หมดไปจนเกือบจะหาดูไม่ค่อยได้
“สิบห้าวันดั้นเดินในไพรสณฑ์ ถึงตำบลบ้านหนึ่งใหญ่หนักหนา
เรียกว่าบ้านจันตคามพราหมณ์พฤฒา มีทิศาปาโมกข์อยู่สองคน
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการปี่ ทั้งดีดสีแสนเสนาะเพราะหนักหนา
ผู้ใดฟังวังเวงในวิญญา เคลิ้มนิทราลืมกายดังวายปราณ”

ต่อ มาในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานกระบี่กระบองเป็นพิเศษ ถึงกับโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ทรงหัดกระบี่กระบองจนครบวง และเมื่อปีขาล พุทธศักราช 2409 ซึ่งเป็นปีที่กำหนดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็น สามเณรตามราชประเพณี ครั้นเมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้วโปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแต่งพระองค์อย่างราชกุมาร ทรงเล่นกระบี่กระบองเป็นการสมโภชที่หน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้านายที่ทรงกระบี่กระบองในครั้งนั้นคือ

กระบี่กระบอง

กระบี่กระบอง

คู่ที่ 1 กระบี่กระบอง
เจ้าฟ้าตุรนตรัศมี (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์)
พระองค์เจ้ากัมลาศเลอสรร (กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร)

คู่ที่ 2 พลอง
พระองค์เจ้าคัดนางยุคล (กรมหลวงพิชิตปรีชากร)
พระองค์เจ้าทวีถวัลยลาภ (กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์)

คู่ที่ 3 ง้าว
พระองค์เจ้าสุขสวัสดิ์ (กรมหลวงอดิศรอุดมเดช)
พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม)

คู่ที่ 4 ดาบ 2 มือ
พระองค์เจ้าอุนากรรณอนันตนรชัย
พระองค์เจ้าชุมพลรัชสมโภช (กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์)

การ เล่นกระบี่กระบองเริ่มฟักตัวเป็นการใหญ่ในแผ่นดินนี้เอง เพราะตามปกติ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดกีฬาอะไร กีฬาชนิดนั้นก็ย่อมเจริญและเฟื่องฟู ประชาชนพลเมืองก็หันหน้ามาเอาใจใส่ตามไปด้วย ฉะนั้นกระบี่กระบองจึงเล่นกันแพร่หลายในงานสมโภชต่าง ๆ เช่น งานโกนจุก งานบวชนาค งานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า ฯลฯ

เนื่องจากสมเด็จพระ เจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 4 ทรงเล่นกระบี่กระบองเป็นกันหลายพระองค์เช่นนี้ เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงกีฬาชนิดนี้เป็นใน ครั้งนั้นด้วยพระองค์เองด้วยเหมือนกัน เพราะตามหลักฐานปรากฏว่า พระองค์ได้เคยทรงศึกษาวิชามวยและวิชากระบี่กระบอง ฟันดาบกับหลวงพลโยธานุโยค ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเล่นเป็นนี้เองในรัชกาลของพระองค์ พระองค์จึงได้โปรดฯ ให้มีการตีกระบี่กระบองและชกมวยไทยหน้าพระที่นั่งในงานสมโภชอยู่เนืองๆ พระองค์เสด็จทอดพระเนตรและพระราชทานรางวัลแก่ผู้แสดงและแข่งขันบ่อยๆ ฉะนั้นกระบี่กระบองจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันมากในกรุง และอาจจะดูได้หลายครั้งในปีหนึ่งๆ สมัยนี้เป็นสมัยที่นิยมชมชอบกันมากที่สุด จึงทำให้กระบี่กระบองมีอยู่ดาษดื่น และมีมากคณะด้วยกัน

ครั้นถึง รัชสมัยรัชกาลที่ 6 ความครึกครื้นในการเล่นกระบี่กระบองชักจะลดน้อยลงไป ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงฝักใฝ่ในวิชานาฎศิลป์ และทรงเข้าพระทัยในศิลปะของวิชากระบี่กระบองก็ตาม แต่ก็ไม่ทรงโปรดปรานมากเท่ากับพระราชบิดาของพระองค์ ถึงกระนั้น ก็ยังมีการจัดกีฬาชนิดนี้ขึ้นถวายเพื่อถวายทอดพระเนตรบ้างเป็นครั้งคราว เช่น ในปีพุทธศักราช 2460 กับ 2462 กระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในงานกรีฑาประจำปี ได้จัดการแสดงกระบี่กระบองขึ้นถวายทอดพระเนตรที่สนามหน้าสามัคยาจารย์สมาคม ในการแสดงทั้งสองครั้งนี้ ท่านอาจารย์ นาคเทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้แสดงถวายทั้งสองครั้ง ครั้งแรกแสดงง้าว ครั้งหลังแสดงพลอง ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ กระบี่กระบองชักน้อยลงไป แต่มวยเป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น สมัยที่มีการแข่งขันเก็บเงินค่าผ่านประตู เพื่อซื้ออาวุธให้เสือป่าที่สนามสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นต้น รู้สึกว่าสนุกสนานและครึกครื้นยิ่งอยู่พักหนึ่ง ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 กระบี่กระบองก็ค่อยๆ หมดไปจนเกือบจะหาดูไม่ค่อยได้

กระบี่กระบอง

กระบี่กระบอง

ท่านอาจารย์ นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นผู้หนึ่งที่ได้เล่าเรียนวิชานี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเป็นผู้ที่รัก ใคร่ในศิลปะวิชานี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านได้แลเห็นต่างชาติเขาภูมิใจในศิลปะประจำชาติของ เขา เช่น ชาติเยอรมันและญี่ปุ่น เขายกย่องวิชาฟันดาบและวิชายูโดของเขาว่าเป็นเลิศ พยายามสงวนและเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่โลกมากเพียงใด ก็ยิ่งทำให้ท่านบูชาวิชากระบี่กระบองของไทยไว้เหนือสิ่งใด ๆ มากขึ้นเพียงนั้น ในโอกาสที่ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนพลศึกษากลาง ท่านได้เริ่มลองสั่งสอนนักเรียนพลศึกษากลางขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2478 ทดลองสอนอยู่ 1 ปี ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจของท่านผู้ใหญ่ จึงได้กำหนดวิชากระบี่กระบองไว้ในหลักสูตรของประโยคครูผู้สอนพลศึกษา เมื่อ ปี พ.ศ.2479 นับแต่นั้นมาได้มีผู้เล่าเรียนและสำเร็จมากขึ้นเป็นลำดับ

คำปรารภของ อาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา

“อัน วิชากระบี่กระบองนี้ ข้าพเจ้ากล้าพูดได้อย่างเต็มปากโดยไม่มีความกระดากเลยแม่แต่น้อย ว่าเป็นกีฬาของไทยเราแท้ๆ เป็นน้ำพักน้ำแรงของบรรพบุรุษผู้เป็นนักรบที่กล้าหาญ ซึ่งได้ลงทุนลงแรงไว้ด้วยความเสียสละ อุตส่าห์บากบั่นหาทางที่จะอบรมให้มีเลือกเนิ้อเชิ้อชาติทหาร อันเป็นวีระกรรมประจำชาติของไทย ซึ่งมีมาแต่ไหนแต่ไร มิให้เสื่อมคลายหรือจืดจางลงไปได้ จึงได้อบรมสั่งสอนสืบเนื่องมาจนกระทั้งถึงพวกเราสมัยนี้ การที่ข้าพเจ้ากล้สยืนยันได้หนักแน่นขนาดนี้ ก็เพราะข้าพเจ้าไม่เคยเห็นกีฬาชนิดนี้ในต่างประเทศเลย จะเป็นทางตะวันตกหรือตะวันออกก็ตาม และถ้าเคยมีปรากฏในสมัยก่อนๆ มาบ้างแล้ว เชื่อแน่ว่าคงจะไม่สูญสิ้นพันธุ์เสียทีเดียว คงจะยังเหลือเป็นมรดกตกทอดเอาไว้ใหเแก่ชนชั้นหลังบ้างไม่มากก็น้อย แต่นี่ก็ไม่มีร่องรอยเอาเสียเลยจึงทำให้ภาคภูมิใจที่จะกล่าวได้ว่ากระบี่ กระบองของเราเป็นหนึ่งเดียวในโลก”

มวยไท่เก็ก

มวยไท่เก็ก

มวยไท่เก็ก
วิชาการต่อสู้ที่ผมได้เรียนเป็นอันดับที่ 2 ต่อจากวิชามวยไทย ก็คือ วิชามวยไท่เก็กครับ โดยฝึกเรียนกับอาจารย์สมบัติ เป็นไท่เก็กตระกูลหยางครับ เรียนได้ไม่นานนักอาจารย์ท่านก็ย้ายไปอยู่ทางเหนือ แต่ก็ยังยึดถือท่านเป็นอาจารย์อยู่เช่นเดิมครับ

วิชามวยไท่เก๊ก หรือ ไท่เก๊กคุ้ง (จีนตัวเต็ม: 太極拳; จีนตัวย่อ: 太极拳; พินอิน: Tàijíquán) เรียกชื่อภาษาจีนแต้จิ๋วตามชาวไทยเชื้อสายจีน อ่านแบบจีนกลางว่า ไท่จี๋เฉวียน เขียนเป็นภาษาอังกฤษคือ Taijiquan หรือ Tai’chi Chuan แต่ในประเทศไทยเรียกกันหลายสำเนียงทั้ง ไท่เก๊ก ไทเก็ก ไท้เก๊ก ไท่จี๋ ไท้จี๋ ไทชิ ไทกิ๊บ

วิชามวยไท่เก๊กเป็นศิลปยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในประเทศจีน เชื่อกันว่าปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดมวยไท่เก๊กคือนักพรตชื่อ จางซานฟง (เตียซำฮงในภาษาแต้จิ๋ว) ซึ่งมีชีวิตอย่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 แต่วิชานี้มามีชื่อเสียงเอาในสมัยราชวงศ์ชิง โดยท่านหยางลู่ฉานซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง และภายหลังได้แพร่ขยายขจรขจายไปทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย (ตั่งเองเกี๊ยก) นำมวยไท่เก๊กมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2498 ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 อาจารย์ต่งส่งบุตรชายของท่านคืออาจารย์ต่งหูหลิ่ง (ตั่งโหวเนี่ย) มาเป็นครูมวยไท่เก๊กคนแรกในประเทศไทย จึงกล่าวได้ว่ามวยไท่เก๊กในไทยนั้น สืบสายมาจากมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง

ในปัจจุบัน มวยไท่เก๊กที่แพร่หลายกันอยู่ทั่วไปมีอยู่มากมายหลายสาย หลายตระกูล ซึ่งสายมวยอันเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันมีอยู่ 5 สายหลักคือ ไท่เก๊กตระกูลเฉิน, ตระกูลหยาง, ตระกูลอู่, ตระกูลอู๋ และตระกูลซุน ซึ่งภายหลังรัฐบาลจีนได้นำท่ามวยของทั้งห้าตระกูลมาเรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขันลีลายุทธ์ด้วย นอกจากห้าตระกูลนี้แล้ว ภายหลังยังมีมวยไท่เก๊กตระกูลอื่นๆ ซึ่งแตกแยกย่อยไปจากห้าตระกูลนี้ รวมถึงยังปรากฏมวยไท่เก๊กประจำถิ่นอีกหลายๆ สายปรากฏออกมาอีกมากมาย หากไม่ว่าจะเป็นมวยไท่เก๊กสายใดตระกูลใด แม้ท่วงท่าจะแตกต่างกัน แต่ยังอิงเคล็ดความเดียวกัน และล้วนนับถือท่านจางซานฟงเป็นปรมาจารย์เช่นเดียวกัน

มวยไท่เก๊กมีลักษณะนุ่มนวล โอนอ่อน ผ่อนคลาย การเคลื่อนไหวลื่นไหลต่อเนื่อง การหายใจสอดประสานไปกับการเคลื่อนไหว พร้อมทั้งต้องตั้งจิตติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกายไปตลอดทำให้เกิดสมาธิ เนื่องจากไม่มีการเกร็งกล้ามเนื้อ หรือการออกแรงกระแทก จึงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บร่างกายได้น้อยเมื่อเทียบกับกีฬาที่ใช้แรงชนิดอื่นๆ ทำให้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย แม้แก่ชราอายุ 90-100 กว่าปีก็ยังฝึกฝนได้ ประโยชน์ที่ได้รับนอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ยังสามารถใช้เป็นศิลปะป้องกันตัวได้หากได้รับการฝึกฝนเพื่อใช้ต่อสู้ ในปัจจุบันไท่เก๊กมีผู้นิยมฝึกฝนกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

มวยไท่เก็ก

มวยไท่เก็ก

มวยไท่เก็ก ในประเทศไทย

ในปีพ.ศ. 2498 ได้มีการรวมตัวกันในหมู่ผู้ที่เคยศึกษาหรือรู้จักกับมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ก็ได้เดินทางไปเชิญอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย (ตั่งเอ็งเกี๊ยก) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องมวยไท่เก๊ก และท่านเป็นศิษย์เอกผู้หนึ่งของท่านอาจารย์หยางเฉินฟู่หลานปู่ของท่านหยาง ลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเอง ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยท่านก็ได้เข้ามาสาธิตวิชามวยไท่เก๊กในประเทศไทย ซึ่งก็มีการบันทึกเป็นภาพยนต์ไว้ด้วย และภาพยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาท่ามวยของท่านอาจารย์ต่ง อิงเจี๋ยกันในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งจากการมาสาธิตครั้งนั้น ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยได้รับปากจะส่งอาจารย์สอนวิชามวยไท่เก๊กตระกูลหยาง ของท่านมาอยู่ที่เมืองไทยด้วย และในปีถัดมาท่านก็ได้ส่งบุตรชายของท่านเองคืออาจารย์ต่งหู่หลิง (ตั่งโหวเนี่ย) หรือที่ครูมวยไท่เก๊กหลายๆ ท่านที่ทันได้เรียนกับท่านเรียกกันว่า โฮวซือ เข้ามาเป็นผู้ฝึกสอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ก็นับว่าเป็นการสอนวิชามวยไท่เก๊กกันในเมืองไทยแบบกึ่งสาธารณะอย่างเป็นทาง การเป็นครั้งแรก ที่ผมเรียกว่ากึ่งสาธารณะเพราะในช่วงนั้นผู้ที่เรียนมักจะเป็นเหล่าคหบดี หรือผู้มีอันจะกิน เพราะท่านเก็บค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพง แต่คนไทยใจดีครับ ผู้ที่มีโอกาสได้เป็นศิษย์โดยตรงในรุ่นแรกๆ ของท่านอาจารย์ต่งหู่หลิงท่านก็ไม่ได้หวงวิชาความรู้ไว้กับตัว แต่ได้ถ่ายทอดออกมาโดยทั่วไป ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าถ่ายทอดเป็นวิทยาทานด้วยซ้ำ เพราะท่านเหล่านั้นมักจะเป็นผู้มีอันจะกินและไม่ได้อาศัยการสอนมวยเพื่อยัง ชีพ จนทำให้มวยไท่เก๊กตระกูลหยางแพร่หลายไปยังคนทั่วไป

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กตอนเช้าๆ อยู่ตามสวนสาธารณะ หรือลานกว้างต่างๆ แทบทุกแห่ง ในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ เนื่องจากมวยไท่เก๊กนั้นมีรูปแบบการฝึกที่ไม่รุนแรง สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ส่วนมากจึงนิยมนำมาฝึกฝนเพื่อสุขภาพมากกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางวิชา ป้องกันตัว หรือวิชามวย ซึ่งมวยที่ฝึกกันส่วนมากก็เป็นมวยไท่เก๊กตระกูลหยางที่สืบทอดมาจากท่าน อาจารย์ต่งหู่หลิงเกือบทั้งสิ้น

ต่อมาเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวกขึ้น อีกทั้ประเทศจีนเริ่มจะให้คนในจีนในประเทศเดินทางออกมาเยี่ยมเยียนญาติพี่ น้องใต่างประเทศได้มากขึ้น ก็เริ่มมีอาจารย์สอนมวยไท่เก๊กอีกหลายๆ ท่านที่เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2536 ทางสมาคมไท่เก๊กแห่งประเทศไทยยังได้เดินทางไปเชิญท่านอาจารย์หลี่เว่ยหมิง ซึ่งเป็นผู้สืบทอดมวยไท่เก๊กตระกูลอู่รุ่นที่ 6 นับจากท่านอู่อวี่เซียงมาพำนักอยู่ในประเทศไทย อาจารย์หลี่เป็นแพทย์เปิดให้การรักษาแก่บุคคลทั่วไปด้วยการใช้ลมปราณ และยังได้ถ่ายทอดวิชามวยไท่เก๊กตระกูลอู่แก่ผู้สนใจเป็นอันมาก จนกระทั่งมีการก่อตั้งเป็นชมรมมวยไท่เก๊กสกุลอู่แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2543

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอาจารย์มวยไท่เก๊กอีกมายมายหลายท่านที่เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ทั้งมาพำนักกับลูกหลานเป็นครั้งคราว หรือมาประกอบอาชีพอยู่เป็นหลักแหล่งเป็นการถาวร และได้สอนมวยไท่เก๊กสายต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะในสวนลุมพินีฯ กรุงเทพฯ กล่าวกันว่าเป็นแหล่งซุ่มเสือซ่อนมังกร ครูมวยต่างจากจากทั่วสารทิศทั้งในและต่างประเทศแวะเวียนไปมาอยู่เสมอ

ถึงปัจจุบัน จะมีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กรวมตัวกันในวันไหว้ปรมาจารย์จางซานฟง ซึ่งถือกันว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวิชามวยไท่เก๊ก จัดขึ้นในสมาคมแต้จิ๋วทุกปี ซึ่งก็มมีการสาธิตและข่งขันมวยไท่เก๊กจากชมรมหรือสำนักมวยต่างๆ ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก